ทีมสนับสนุนลูกค้าของเราพร้อมตอบคำถามของคุณ ถามอะไรเราสิ!
การเริ่มต้นธุรกิจกับ 10 ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้

การเริ่มต้นธุรกิจกับ 10 ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้

“การเริ่มต้นธุรกิจ” เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น และน่ากังวลในเวลาเดียวกัน ธุรกิจใหม่ ๆ มักจะเจอกับปัญหามากมาย จนทำให้ปิดตัวลง แต่นักธุรกิจบ้างคน ก็สามารถผ่านปัญหาเหล่านั้นมาได้ และประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ มันเป็นเรื่องปกติที่จะต้องพบกับปัญหามากมาย แต่คุณไม่ต้องกังวลกับการทำผิดพลาด ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ คุณสามารถสู้กับมันได้ และเรา AsiaCommerce พร้อมที่จะช่วยเหลือคุณให้ผ่านปัญหาต่างๆ ไปได้อย่างง่ายดาย เพราะเรามีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยให้คำแนะนำคุณตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากคุณสามารถหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทั่วไปที่เกิดขึ้นได้สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจ วิธีนี้จะทำให้ธุรกิจของคุณมีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จมากขึ้น

การเริ่มต้นธุรกิจ

การเริ่มต้นธุรกิจ

ในยุคปัจจุบันนี้ โลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง และให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเป็นหลัก ดังนั้นจึงทำให้การสร้างธุรกิจด้วยตัวเองง่ายกว่าในอดีต นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจประเภทใหม่ ๆ มากมายที่คุณสามารถทำได้โดยเฉพาะทางออนไลน์ ธุรกิจขนาดเล็กเป็นเหมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก พวกเขาให้โอกาสการจ้างงานกับคนจำนวนมาก จากข้อมูลของ ISEAS ในสิงคโปร์ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SMEs 70 ล้าน คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคิดเป็น 99% ของกิจกรรมทางธุรกิจในภูมิภาค เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มอาเซียนจะประกอบไปด้วยธุรกิจขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่

เมื่อพิจารณาถึงเส้นทางการทำธุรกิจที่สดใสสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก จึงเป็นเวลาที่ดีที่จะเริ่มสร้างธุรกิจของคุณเอง อย่างไรก็ตาม มีหลายสิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อเริ่มต้นธุรกิจ

ในบทความนี้ เราจะเน้นที่ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด 10 ข้อเมื่อเริ่มต้นธุรกิจ ด้วยวิธีนี้คุณสามารถหลีกเลี่ยงขอผิดพลาด และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จได้

10 ข้อผิดพลาดที่พบเห็นบ่อยที่สุดใน “การเริ่มต้นธุรกิจ”

ในบทความนี้ เรามาพูดถึงข้อผิดพลาดทั่วไป 10 ข้อ ที่ผู้คนทำในการเริ่มต้นธุรกิจกัน สิ่งเหล่านี้มักเกิดขึ้นเพราะนักธุรกิจหน้าใหม่ขาดความรู้และประสบการณ์ อย่าพึ่งรู้สึกแย่ถ้าคุณได้ทำสิ่งเหล่านี้ผิดพลาดไปแล้วเพราะมันง่ายมากที่จะทำพลาด และเชื่อว่าทุกคนต้องเคยผ่านข้อผิดพลาดเหล่านี้มาทั้งนั้น

1. วิเคราะห์ตลาดผิดใน “การเริ่มต้นธุรกิจ”

การตลาดใน การเริ่มต้นธุรกิจ

ตลาดมีการเปลี่ยนแปลง และมีเทรนด์ใหม่ ๆ ปรากฏขึ้นอยู่เสมอ ดังนั้นการที่คุณคอยอัพเดตแล้วสามารถตามเทรนด์ใหม่ ๆ ได้ทันนั้นจะสร้างความแตกต่าง และทำให้ธุรกิจของคุณมีสินค้าที่ตรงกับรสนิยมของลูกค้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องง่ายมากที่จะถูกพัดพาไปตามเทรนด์ และทำสิ่งที่ผิดพลาดที่อาจจะส่งผลต่อธุรกิจของคุณในอนาคต

ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนของการเข้าใจผิดเกี่ยวกับตลาด คือ fidget spinner ซึ่งเป็นที่นิยมมากเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่วันนี้ได้หายสาบสูญ และไม่เป็นที่ต้องการของตลาดไปแล้ว เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าเทรนด์ของ fidget spinner เป็นเพียงแฟชั่น ดังนั้นคุณควรระวังการตามเทรนด์ และอ่านตลาดให้ขาด

2. การตั้งเป้าหมายผิดใน “การเริ่มต้นธุรกิจ”

การตั้งเป้าหมาย SMART ใน การเริ่มต้นธุรกิจ

ทุกธุรกิจต้องการเป้าหมายที่เหมาะสม การมีกรอบความคิดที่ดีในการตั้งเป้าหมาย ควรใช้กฎ SMART ซึ่งย่อมาจาก

  • Specific (เป็นสิ่งที่ชี้เฉพาะ และมีขอบเขตที่แน่ชัด)
  • Measurable (วัดได้ มีหลักฐาน หรือการอ้างอิงได้ว่าสำเร็จ หรือไม่)
  • Attainable (เป็นไปได้ สมเหตุสมผล ภายใต้ระยะเวลา และทรัพยากรที่กำหนด)
  • Relevant (สอดคล้องกับเป้าหมาย หรือผลลัพธ์ที่ต้องการในระยะยาว)
  • Time-bound (มีระยะเวลาที่จำกัด มีกรอบเวลาที่แน่นอน)

ถ้าคุณใช้กฎทั้งหมดนี้ในการตั้งเป้าหมาย จะทำให้คุณมีเป้าหมายที่ดี และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลายคนมักลืมสิ่งเหล่านี้เมื่อตั้งเป้าหมาย และอาจส่งผลเสียต่อธุรกิจของคุณได้ ดังนั้นอย่าลืมตั้งเป้าหมายให้สูง และสมเหตุสมผลสำหรับธุรกิจของคุณ ส่วนการตั้งเป้าหมายที่ต่ำเกินนั้นจะทำให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปแบบไม่มี ประสิทธิภาพ แนวทาง และอาจส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจได้

3. ความอดทนและความกลัวใน “การเริ่มต้นธุรกิจ”

ความอดทนใน การเริ่มต้นธุรกิจ

การเป็นคนใจร้อน และเร่งรีบเกินไปในการการตัดสินใจเป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดทั่วไปที่เกิดขี้นกับนักธุรกิจหน้าใหม่ได้เช่นกัน การทำธุรกิจส่วนใหญ่ ต้องใช้เวลาสักระยะนึงก่อนที่จะทำกำไรได้ บางคนท้อ และปิดตัวลงในช่วงแรกของการทำธุรกิจ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะความกลัวหรือการที่เจ้าของธุรกิจไม่มีความอดทน ดังนั้นคุณควรใจเย็นและรอเวลาที่ธุรกิจของคุณจะประสบความสำเร็จ และถึงแม้จะล้มเหลว แต่การเลิกเร็วเกินไปก็อาจทำให้ธุรกิจของคุณพลาดหลายสิ่งหลายอย่างได้เช่นกัน

สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นแนวคิด หรือ Mindset ของคุณต่างหากที่สร้างพลังบวก ความเชื่อมั่นว่าจะทำได้ จนก่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

การล้มเหลวเป็นเรื่องปกติของการเริ่มธุรกิจ  แต่คุณต้องลุกขึ้นสู้กับมันและก้าวต่อไปข้างหน้า นำความล้มเหลวที่พบเจอมาแก้ไขเพื่อทดลองทำครั้งต่อไปให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นการล้มเหลวจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว แต่เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต แข็งแกร่ง และพัฒนา จนถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

ในโลกของการทำธุรกิจย่อมต้องเผชิญกับวิกฤติอยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกอุปสรรค ทุกปัญหาที่คุณเจอ นั้นมีทางออกอยู่เสมอ สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจหรือการลงทุนคือการรู้จักมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อาจมีโอกาสดี ๆ ซ่อนอยู่ เช่น โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากมายทั่วโลก ทำให้หลายธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์เพื่อคงความอยู่รอด

หากเราลองมองในอีกมุม วิกฤติโควิดครั้งนี้ให้โอกาสเราในการคิดริเริ่ม หรือปรับธุรกิจให้เข้ากับยุคดิจิทัลมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น จากเดิมที่ร้านอาหารได้แต่ขายด้วยการนั่งกินที่ร้านหรือซื้อกลับบ้าน แต่เมื่อเจอกับเหตุการณ์โควิด ธุรกิจร้านอาหารต้องปรับตัว และเปลี่ยนไปขายผ่านช่องทางออนไลน์และเดลิเวอรี่แทน โดยนำตัวเองเข้าสู่แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ต่าง ๆ และเริ่มรู้จักการทำตลาดบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด และสามารถส่งผลดีและสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว ดังนั้นคุณควรมีความอดทน อย่างพึ่งกลัว และอย่าให้ให้วิกฤติมาบดบังโอกาสดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

4. ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่ไม่ถูกต้องใน “การเริ่มต้นธุรกิจ”

กลยุทธ์ทางการตลาด

หนึ่งในข้อผิดพลาดทั่วไปที่สามารถเกิดขึ้นได้ นั้นก็คือ “การตลาด” ธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง หรือแผนธุรกิจที่ยอดเยี่ยมยังคงล้มเหลวได้หากไม่การตลาดที่ดี ดังนั้นการตลาดจึงมีความสำคัญมาก และหากทำผิดธุรกิจอาจล้มเหลวได้

แผนการตลาดนั้นมีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น แผนการตลาด 4P หรือ Marketing Mix (ส่วนผสมทางการตลาด) เป็นทฤษฎีการตลาดที่ได้รับความนิยม และเป็นพื้นฐานที่สุดเพื่อนำมาวางกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้อง เหมาะสม และดึงดูดลูกค้า เพื่อสร้างยอดขายให้ได้มากที่สุดโดยแบ่งการวิเคราะห์องค์ประกอบเป็น 4 ส่วน ได้แก่

  • Product (ผลิตภัณฑ์)
  • Price (ราคา)
  • Place (ช่องทางจัดจำหน่าย)
  • Promotion (การส่งเสริมการขาย)

บางธุรกิจลงทุนด้านการตลาดน้อยเกินไป หรือลงทุนในการตลาดที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นคุณควรที่จะรู้จักกลุ่มเป้าหมายของคุณ และเลือกกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณที่สุด วิธีนี้จะจัดสรรทรัพยากรของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. บริหารธุรกิจแบบสบายๆ และไม่เป็นทางการ

การบริหารธุรกิจ

เป็นการยากที่จะทำให้ธุรกิจใหม่ ๆ บริหารและมีระบบที่เป็นทางการ การจัดระบบที่เป็นทางการนั้นหมายถึงการใช้สัญญา และเอกสารเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจของคุณ แม้การบริหารแบบสบาย ๆ เป็นกันเอง ทำให้สนุก เข้ากับเพื่อนรวมงาน และจัดการงานได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการบริหารแบบเป็นทางการน้อยเกินไปอาจก่อให้เกิดปัญหาในด้านความรับผิดชอบได้ แน่นอนว่าการทำธุรกิจให้เป็นทางการมากเกินไปอาจขัดขวางความก้าวหน้าได้ ดังนั้นคุณต้องหาสมดุลที่ดีระหว่างสองสิ่งนี้เพื่อทำให้การบริหารเป็นระบบมากขึ้น

6. ตั้งราคาโปรโมชั่นตํ่าเกินไป หรือมากเกินไป

ตั้งราคาโปรโมชั่น

อาจเป็นความคิดที่ดีที่จะขายสินค้าในราคาต่ำ หรือตํ่ากว่าคู่แข่งของคุณเมื่ออยู่ในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ คุณสามารถดึงดูดผู้บริโภค และสร้างยอดขายได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามหากคุณตั้งราคาต่ำเกินไป คุณจะไม่ได้กำไร หรือได้กำไรน้อย นอกจากนี้เมื่อคุณตัดสินใจขึ้นราคา ลูกค้าประจำอาจจะเลิกซื้อสินค้าจากธุรกิจของคุณเพราะราคาที่ต่ำในตอนแรก ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลหลักที่พวกเขาเลือกซื้อและเป็นลูกค้าประจำของคุณ

ดังนั้นคุณต้องหาจุดสมดุลระหว่างการดึงดูดผู้บริโภคหน้าใหม่ รักษาลูกค้าเก่า และไม่ตั้งราคาที่ตํ่าเกินไปเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจของคุณ และได้รับผลกำไรที่ดีขึ้น

7. กำหนดกลุ่มเป้าหมายลูกค้าผิด

กลุ่มเป้าหมายลูกค้า

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายลูกค้าอาจดูเป็นเรื่องที่ง่าย เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วผู้ผลิตจะผลิตสินค้าขึ้นโดยคำนึงถึงผู้บริโภคโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม คุณอาจพบข้อผิดพลาดในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเนื่องจากปัจจัยอื่น ๆ มากมาย ประการแรก ผู้บริโภคที่เป็นเป้าหมายของคุณอาจมีร้านประจำที่พวกเขาซื้อประจำอยู่แล้ว ดังนั้นธุรกิจของคุณจะไม่สามรถ หรือเป็นไปได้ค่อนข้างยากที่จะดึงดูดพวกเขาได้

ฐานผู้บริโภคของคุณอาจประสบกับการเปลี่ยนแปลงในรสนิยม ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณเนื่องจากรสนิยมของสินค้าที่ไม่ตรงกับที่เขาต้องการ ข้อผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมากเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของรสนิยมที่ผันผวน แต่คุณไม่ต้องกังวลไปเพราะสิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดายโดยการที่คุณติดตามข่าวสาร และตามเทรนด์ใหม่อยู่ตลอดเวลา

8. ใช้จ่ายเงินมากเกินไป หรือน้อยเกินไป

ต้นทุนในธุรกิจ

เรามาพูดถึงปัญหาของการใช้จ่ายในธุรกิจกันบ้างดีกว่า ธุรกิจต้องการเงินเพื่อขยายและเติบโต อย่างไรก็ตามหากคุณใช้จ่ายมาก หรือน้อยเกินไปอาจจะทำให้ธุรกิจจบลงได้ การใช้จ่ายมากเกินไปจะทำให้คุณมีต้นทุนที่สูง ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนหรือกำไรยากขึ้น ดังนั้นคุณอาจจบลงด้วยหนี้สินมากมาย

อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายที่น้อยเกินไปก็สามารถทำให้ศักยภาพของธุรกิจของคุณตํ่า สินค้ามีคุณภาพไม่ดี และไม่สามารถสู้กับคู่แข่งของคุณได้ กฎทั่วไปที่ดีคือการลงทุนในปริมาณที่คุณมี หรือที่คุณยินดีจะเสีย

9. รับสมัครพนักงาน

การรับสมัครพนักงาน

การจ้างพนักงานเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจ คุณไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากธุรกิจของคุณเติบโตขึ้น

อย่างไรก็ตาม คุณสามารถทำผิดพลาดได้โดยการจ้างคนผิด จ้างไม่เพียงพอ หรือจ้างมากเกินไป การจ้างพนักงาน ต้องใช้เงิน และต้องเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ถ้าคุณไม่ระมัดระวัง พนักงานก็อาจส่งผลกระทบในทางลบให้กับธุรกิจของคุณได้ หากจำนวนของพนักงานไม่ตรงกับความต้องการของธุรกิจ คุณสามารถเสียเงิน หรือพลาดโอกาสได้ ดังนั้นคุณควรพยายามหาจุดสมดุลเมื่อจ้างพนักงาน

10. ทุ่มเทกับธุรกิจไม่พอ

ความทุ่มเทในธุรกิจ

สุดท้าย มันก็เป็นเรื่องของความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจ สิ่งเหล่านี้มักจะเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จ หากเราไม่มีความอดทน ยอมแพ้ง่ายๆ หรือไม่ยึดมั่นในธุรกิจของเรา เราก็ไม่สามารถคาดหวังความสำเร็จได้ ดังนั้นเจ้าของธุรกิจหน้าใหม่จึงต้องยืนหยัดในธุรกิจของตน แม้ว่าช่วงเริ่มต้นอาจะดูไปไม่รอดก็ตาม Steve Jobs ทุ่มเทอย่างเต็มที่กับธุรกิจที่เขาสร้างขึ้นในโรงรถกับเพื่อนของเขา ถ้าเขาไม่มุ่งมั่นและทุ่มเทในวันนั้น เขาก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในระดับที่เขาทำได้ในวันนี้ ดังนั้นจงมี ความอดทน ยึดมั่นในธุรกิจของคุณ และยืนหยัดพร้อมสู้ไปกับมัน ยืนหยัดเคียงข้างธุรกิจของคุณ และทุ่มเท่ทุกสิ่งที่คุณมีไปกับมัน

ตอนนี้เราได้พูดถึงข้อผิดพลาดทั่วไปที่เจ้าของธุรกิจรายใหม่มักทำกัน มีหลายขอผิดพลาดที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ยังมีวิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นอีกมากมายที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ อย่ารอช้าที่จะเริ่มต้นธุรกิจของคุณ ช่วงเวลาที่คุณมีไฟและมีความมุ่งมั่นนี้แหละเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจ หากคุณกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเบื้องต้นหรือขาดความรู้ในการเริ่มต้นทำธุรกิจ ไม่ต้องกังวลไป AsiaCommerce พร้อมให้ความช่วยเหลือ เรานำเสนอบริการที่มีตั้งแต่การนำเข้าเพื่อการส่งออก การจัดซื้อและการจัดหา โลจิสติกส์ และการส่งต่อ เราสามารถช่วยขายต่อ จัดหา และดรอปชิปปิ้ง นอกจากนี้เรานำเสนอเนื้อหาด้านการศึกษาที่ครอบคลุม ซึ่งสามารถช่วยพัฒนาทักษะทางธุรกิจของคุณได้ เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ AsiaCommerce วันนี้เพื่อรับสิทธิประโยชน์มากมายสำหรับคุณ 

คุณสามารถติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาฟรีได้ที่ Email: [email protected] หรือ คลิกที่นี่

 

ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าจากจีน

ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าจากจีน

กระบวนการ “นำเข้าสินค้าจากประเทศจีน” ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ สินค้าที่ผลิตในประเทศจีนเช่น รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และอื่น ๆ อีกมากมาย มักเป็นที่นิยมและมีราคาที่ไม่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าจากประเทศอื่น ดังนั้นการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนสามารถช่วยลดต้นทุน และเพิ่มกำไรให้กับธุรกิจของคุณได้

อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าจากจีนไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะสำหรับธุรกิจน้องใหม่ กระบวนการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนอาจมีความซับซ้อน สับสน และต้นทุนสูง ธุรกิจส่วนใหญ่จึงมักเผชิญกับความผิดหวังเนื่องจากกำไรที่คาดหวังไว้ มักจะหายไปกับกฎระเบียบที่ยุ่งยากและราคาขนส่งที่ผันผวน

AsiaCommerce สามารถทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปได้ เพราะเราเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญในการจัดหา และนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน ดังนั้นเราสามารถให้คำแนะนำการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนทีละขั้นตอนจากมุมมอง และประสบการณ์ของเราให้กับคุณ เราได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างจากประเทศจีน และการจายสินค้าเหล่านั้นไปยังประเทศทั่วโลกนับครั้งไม่ถ้วนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเราสามารถพูดได้อย่างมั้นใจว่าเราค่อนข้างเชี่ยวชาญในสิ่งเหล่านี้

ในบทความนี้ AsiaCommerce ขอนำเสนอวิธีการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน และสิ่งที่คุณสามารถทำได้เพื่อให้กระบวนการนำเข้าเป็นเรื่องที่ง่าย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

1.) ระบุสินค้าที่คุณต้องการนำเข้า

ธุรกิจ “นำเข้าสินค้าจากประเทศจีน” ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มาจากการขายสินค้าที่เหมาะสมกับธุกิจของตัวเอง หรือสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด เพราะการเลือกสินค้าที่ไม่เหมะสมจะทำให้คุณเสียเวลา และเงินไปเปล่าๆ หากคุณต้องการเป็นผู้นำเข้าที่ประสบความสำเร็จ สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือเลือกสินค้าที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ และเป็นที่ต้องการของตลาด

ข้อมูลรายละเอียดเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถกำหนดประเภทผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดภาษีอากรขาเข้าและภาษีของผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย

สินค้าจีน

เราขอแนะนำ:

– เริ่มต้นด้วยการหาผลิตภัณฑ์ที่คุณชื่นชอบ เพราะการขายสินค้าที่คุณชื่นชอบจะทำให้คุณตื่นเต้นและมีกำลังใจในการทำธุรกิจ

– เริ่มต้นด้วยการหาผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนใคร เพราะมันจะทำให้คุณได้เปรียบถ้าคุณเป็นคนแรกในตลาด และรู้จักกลุ่มเป้าหมายลูกค้า

– เริ่มต้นด้วยสินค้าที่สามารถจัดส่งได้ในปริมาณมาก ซึ่งจะทำให้ค่าขนส่งต่อหน่วยถูกลง นั่นหมายถึงเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา

แน่นอน เมื่อคุณใช้โซลูชัน Product Sourcing Solution ของเราเพื่อนำเข้าผลิตภัณฑ์ของคุณ คุณไม่ต้องกังวลกับการทำผิดพลาดในการจัดประเภทผลิตภัณฑ์อีกต่อไป เนื่องจากเราจะตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในประเทศจีนโดยตรง พร้อมกับจัดสรรผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับที่คุณต้องการ

2.) ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสินค้าที่คุณต้องการนำเข้านั้นได้รับการอนุมัติจากประเทศของคุณ

อนุมัตินำเข้า

สินค้าบางอย่างถูกห้ามนำเข้า ประเทศต่าง ๆ มีข้อจำกัดด้านสินค้าที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่คุณนำเข้าได้รับการอนุญาต และถูกต้องตามข้อจำกัดหรือข้อบังคับจากประเทศของคุณ

ผู้นำเข้าควรที่จะมีความรับผิดชอบ กล่าวคือ คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าสินค้านั้นเป็นไปตามข้อบังคับและข้อกำหนด คุณไม่ควรพยายามนำเข้าสินค้าใด ๆ ก่อนที่คุณจะรู้ว่าคุณได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดทั้งหมด มิเช่นนั้นคุณจะโดนหน่วยงานศุลกากรยึดสินค้าของคุณได้

โซลูชันยอดนิยมอีกวิธีหนึ่งที่เรามอบให้กับลูกค้าของเราคือ Cross Border Solution ซึ่งเราจะทำหน้าที่เป็นผู้นำเข้า หรือผู้ส่งออกตัวกลางของคุณ และเราจะดำเนินการเกี่ยวกับกฎระเบียบทั้งหมดในด้านของเรา ดังนั้นคุณไม่ต้องกังวลอีกต่อไปเกี่ยวกับข้อบังคับในการนำเข้า และสบายใจได้เพราะสินค้าของคุณจะได้รับการจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญใน้ด้านนี้โดยตรง

3.) คำนวน Landed Cost

ต้นทุนแฝง

Landed Cost หรือ ต้นทุนแฝง คือ ต้นทุนเกี่ยวเนื่องจากการนำเข้าสินค้า ไม่ว่าจะเป็น ค่าขนส่ง ประกัน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไปยันจนถึงปลายทางนั้นก็คือท่าเรือ

การคำนวณ Landed Cost เป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดต้นทุนการนำเข้าที่แท้จริง ชึ่งส่งผลต่อราคาขาย และส่วนต่างกำไรของธุรกิจคุณโดยตรง อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนสุดท้ายของการคำนวณ Landed Cost นั้นมักจะไม่โปร่งใส แต่ละประเทศมีมาตรการการคำนวณภาษีของสินค้าแต่ละประเภทที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นโปรดปรึกษาผู้จัดส่งของคุณเพื่อทำความเข้าใจ Landed Cost ของสินค้าที่คุณจะนำเข้า

นอกจากนี้ คุณควรให้ความสำคัญกับ Incoterms (ข้อกำหนดที่ออกแบบมาเพื่อกำหนดความรับผิดชอบระหว่างผู้ขาย และผู้ซื้อในการค้าระหว่างประเทศ) หลังจากที่คุณทำการตกลง incoterms ตามที่คุณต้องการได้แล้ว (โดยปกติคือ FOB หรือ CNF) คุณสามารถให้ผู้ส่งของคุณคำนวณยอดรวมของ Landed Cost สำหรับสินค้าของคุณได้ แน่นอนเมื่อคุณใช้ Cross Border Solution ของเรา คุณสามารถขอใบเสนอราคา Landed Cost ของคุณได้อย่างง่ายดาย

เราขอแนะนำ:

– เตรียมใบ Proforma Invoice และรายการบรรจุภัณฑ์จากซัพพลายเออร์ของคุณพร้อม Incoterms

– เตรียมใบเสนอราคา Landed Cost ของคุณจาก AsiaCommerce คลิกเพื่อกรอกฟอร์ม

– ตัดสินใจว่าคุณต้องการดำเนินการสั่งซื้อ และจัดส่งต่อไปหรือไม่

4.) เริ่มการสั่งชื้อจากชัพพลายเออร์ชาวจีน

ซัพพลายเออร์จีน

ขั้นตอนนี้เป็นส่วนสำคัญที่สุดของกระบวนการ “นำเข้าสินค้าจากประเทศจีน” ส่งคำสั่งซื้อของคุณไปยังซัพพลายเออร์ หรือผู้ส่งออก และทำความเข้าใจข้อกำหนดในการจัดส่ง เมื่อคุณได้เลือกซัพพลายเออร์แล้ว ให้ขอใบ Proforma Invoice สำหรับการซื้อในอนาคตของคุณ ซึ่งรวมถึงเลข HS Code, ข้อมูลอธิบายลักษณะ และประโยชน์ของสินค้าแต่ละอัน ใบ Proforma Invoice ของคุณต้องแสดงข้อมูลเกี่ยวกับน้ำหนัก และขนาดของสินค้าที่บรรจุ และระยะเวลาในการซื้อ

ใบ Proforma Invoice คืออะไร? เอกสารนี้คือใบแจ้งราคาค่าสินค้า เพื่อให้คุณตรวจสอบรายละเอียดการซื้อขายทั้งหมด โดยจะแสดง ราคา จำนวน วันเวลาที่ผลิต กล่าวง่าย ๆ ก็คือ ใบ Proforma Invoice เป็นเพียงเอกสารที่ระบุความมุ่งมั่นของผู้ขายในการจัดหาสินค้า หรือบริการที่ให้กับผู้ซื้อในราคาที่ตกลง และกำหนดกันไว้

ใน AsiaCommerce คุณสามารถเลือกแคตตาล็อกได้โดยตรงเพื่อดูผลิตภัณฑ์จากคอลเลกชันที่ดีที่สุดของเรา ซึ่งเราการันตีคุณภาพเพราะสินค้าทุกชิ้นได้รับการดูแลโดยตรงจากภัณฑารักษ์มืออาชีพของเรา ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องค้นหาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดจากซัพพลายเออร์ชาวจีน แต่สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณด้วยการใช้บริการของเรา เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ AsiaCommerce คัดสรรมาให้คุณมีการรับประกันคุณภาพ และทันสมัยที่สุด

5.) การจัดการขนส่งสินค้า

การขนส่ง

ในการนำเข้าสินค้ายังต้องเจอกับค่าใช้จ่ายมากมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง ซึ่งได้แก่ ค่าธรรมเนียมตู้คอนเทนเนอร์ บรรจุภัณฑ์ การจัดการเทอร์มินัล และค่าธรรมเนียมนายหน้า

นายหน้าคือผู้ที่จัดการธุรกรรมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายเพื่อรับค่าคอมมิชชั่นเมื่อมีการทำธุรกรรมเกิดขึ้น นายหน้าที่ทำหน้าที่เป็นผู้ขายหรือผู้ซื้อจะกลายเป็นบุคคลสำคัญในข้อตกลง นายหน้าเป็นฝ่ายอิสระที่มีการใช้งานอย่างกว้างขวางในบางอุตสาหกรรม

งานหลักของพวกเขาคือการนำผู้ขายและผู้ซื้อมารวมกัน ดังนั้นนายหน้าคือผู้อำนวยความสะดวกหรือบุคคลที่สามระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ตัวอย่างเช่น นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่อำนวยความสะดวกในการขายทรัพย์สิน ปัจจัยเหล่านี้ควรรวมอยู่ในเอกสารเพื่อให้ได้ข้อมูลของค่าจัดส่งแบบสมบูรณ์

เมื่อคุณพอใจกับใบเสนอราคาจัดส่งแล้ว คุณสามารถส่งรายละเอียดการติดต่อซัพพลายเออร์ หรือส่งต่อรายละเอียดการติดต่อจากซัพพลายเออร์ของคุณให้กับ AsiaCommerce หลังจากนั้นเราจะรับช่วงต่อ เราจะพยายามติดต่อกับคุณและซัพพลายเออร์ของคุณ และทำให้แน่ใจว่าการจัดส่งสินค้าของคุณจะรวดเร็วและปลอดภัย

ตรวจสอบการขนส่งสินค้านำเข้าจากจีนทางเรือ

1. การขนส่งทางทะเล: LCL หรือ FCL

2. ขนส่งทางอากาศ: ขั้นต่ำ 45 กก./ชุด

3. บริการจัดส่ง: เหมาะสำหรับสินค้าน้ำหนักไม่เกิน 45 กก.

เราขอแนะนำ:

a. พิจารณาเสมอว่าความล่าช้านั้น สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างกระบวนการนำเข้าสินค้าจากจีน

ตัวอย่างเช่น สินค้าไม่สามารถผลิตได้ตรงเวลาที่กำหนด เรืออาจไม่เดินตามเวลาที่กำหนด สินค้าอาจถูกจัดเก็บโดยศุลกากร ดังนั้นคุณควรเตรียมความพร้อม และวางแผนทุกอย่างให้ดี อย่าคาดหวังว่าสินค้าของคุณจะออกจากท่าเรือทันทีที่ทุกอย่างถึงบริษัท เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 วันในการขนส่งสินค้าของคุณจากบริษัทไปยังท่าเรือ นอกจากนี้ ยังมีขั้นตอนการตัดสินใจของกรมศุลกากรเพื่อให้สินค้าของคุณอยู่ในท่าเรืออย่างน้อยอีก 1-2 วัน ในบางท่าเรือ เรือขนส่งอาจจะเดินเรือแค่หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ หากคุณพลาดวันที่ระบุในสัปดาห์นี้ แสดงว่าคุณต้องรอจนถึงวันที่เรือจะออกอีกครั้งในสัปดาห์หน้า

b. เลือกผู้ส่งสินค้าให้ดี

Freight forwarder, forwarder หรือ forwarding agent หรือที่เรียกว่า non-vessel operation common carrier (NVOCC) คือบุคคล หรือบริษัทที่จัดการ Shipment (การจัดส่งสินค้า) สำหรับบุคคล หรือบริษัทเพื่อรับสินค้าจากผู้ผลิต ลูกค้า หรือจุดสิ้นสุดของการกระจายสินค้า ผู้ส่งจะทำงานร่วมกับผู้ขนส่งเพื่อขนส่งสินค้า ผู้ให้บริการรายนี้สามารถใช้วิธีการจัดส่งที่หลากหลาย ผู้ส่งต่อไม่สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของได้ แต่ทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญในเครือข่ายโลจิสติกส์ ตามที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าผู้ให้บริการรายนี้สามารถใช้วิธีการขนส่งที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสินค้าทาง เรือ เครื่องบิน รถบรรทุก และรถไฟ และบ่อยครั้งก็จะมีการใช้วิธีการขนส่งหลายประเภทต่อการขนส่งสินค้าหนึ่งล็อต ตัวอย่างเช่น ผู้ขนส่งสินค้าอาจจัดให้มีการขนส่งสินค้าจากโรงงานไปยังสนามบินโดยรถบรรทุก บินไปยังปลายทาง จากนั้นเดินทางจากสนามบินไปยังอาคารของลูกค้าด้วยรถบรรทุกอีกคัน

ผู้ส่งสินค้าระหว่างประเทศมักจะรับมือกับการขนส่งระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี เพราะมีความเชี่ยวชาญในการเตรียมเอกสาร และดำเนินการด้านศุลกากร และมีประสบการณ์ในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งระหว่างประเทศ

โลจิสติกส์เป็นธุรกิจยุคใหม่ที่มีมูลค่าสูง ค่าขนส่งทั้งหมดจะต้องรวมทั้ง ต้นทุนทางตรง และต้นทุนทางอ้อม ในการขนส่งผลิตภัณฑ์จากต้นทางไปยังตลาดปลายทาง ระบบการขนส่งสินค้าเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน และเป็นหนึ่งในกระบวนการที่ต้องใช้เวลา

คุณสามารถติดต่อเรา asiacommerce เพื่อแก้ปัญหาทุกอย่างได้ และช่วยทำให้ระบบการขนส่งที่ดูยากให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ

6.) ติดตามสินค้าของคุณ และเตรียมพร้อมสำหรับการมาถึง

การขนส่งสินค้าไปต่างประเทศต้องใช้เวลา ยกตัวอย่างเช่น สินค้าที่จัดส่งจากประเทศจีนมักใช้เวลาประมาณ 7-20 วันกว่าจะมาถึงประเทศอินโดนีเซีย ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าจากประเทศจีนไปยังประเทศอินโดนีเซียขึ้นอยู่กับวิธีการดำเนินการ โดยปกติจะใช้เวลาน้อยกว่า 7-12 วันทำการ โดยใช้ Air Mail Shipping ในขณะที่การใช้ Express Shipping จะใช้เวลาประมาณ 3-7 วันทำการ

ในช่วงเวลาดังกล่าว ให้ตรวจสอบใบกำกับสินค้า รายการบรรจุภัณฑ์ ค่าธรรมเนียมการลงจอด และสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเอกสารการขนส่ง ใบกำกับสินค้าเป็นเอกสารที่กำหนดโดยศุลกากรในการกำหนดมูลค่าที่แท้จริงของสินค้านำเข้าเพื่อประเมินอากรและภาษี

ใบกำกับสินค้าต้องมีตัวตนของผู้ซื้อ และผู้ขาย และข้อมูลอื่น ๆ ดังต่อไปนี้:

1. วันที่ และเงื่อนไขการขาย

2. ปริมาณ น้ำหนัก และปริมาณของสินค้าที่จัดส่ง

3. ประเภทของบรรจุภัณฑ์

4. คำอธิบายสินค้าที่สมบูรณ์

5. มูลค่าต่อหน่วย และมูลค่ารวม

6. ค่าประกัน ค่าไปรษณีย์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ หากมีปัญหาที่ต้องแก้ไข คุณต้องทราบขั้นตอนที่คุณควรดำเนินการสำหรับสินค้าของคุณเมื่อได้รับการตรวจสอบโดยศุลกากร

7.) รับสินค้าที่นำเข้ามา และเริ่มเตรียมขาย

สินค้าจีน

เมื่อสินค้ามาถึง ให้ดำเนินการกับนายหน้าศุลกากรเพื่อเคลียร์สินค้าออกจากด่านศุลกากร หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี คุณสามารถส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าของคุณได้ทันที

คุณพร้อมที่จะเริ่มนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนแล้วหรือยัง? แจ้งให้เราทราบ และรับใบเสนอราคาลอจิสติกส์วันนี้