ทีมสนับสนุนลูกค้าของเราพร้อมตอบคำถามของคุณ ถามอะไรเราสิ!
อีคอมเมิร์ซ ความสำคัญของบรรจุภัณฑ์และการตลาด

อีคอมเมิร์ซ ความสำคัญของบรรจุภัณฑ์และการตลาด

ความสำคัญของบรรจุภัณฑ์ และการตลาดบน อีคอมเมิร์ซ

ในขณะที่โลกของธุรกิจ “อีคอมเมิร์ซ” พัฒนาขึ้น ความคาดหวังของลูกค้าที่ซื้อสินค้าออนไลน์ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน หลายปีก่อนการบรรจุกล่องพัสดุ และการจัดส่งเป็นเพียงวิธีการซื้อขายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้คนจำนวนมากให้ความสนใจกับการจัดส่ง และบรรจุภัณฑ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำ “อีคอมเมิร์ซ” มากขึ้น

ดังนั้น จึงมีนักธุรกิจหน้าใหม่จำนวนมากที่ก้าวเข้าสู่โลกของธุริกจอีคอมเมิร์ซกันมากขึ้น การศึกษา และเรียนรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจออนไลน์ และกลยุทธ์ทางการตลาดในการโปรโมทสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย หรืออินเตอร์เน็ตจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้สามารถขายสินค้า และเอาชนะคู่แข่งที่มีจำนวนมากได้

สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ นอกเหนือจากการขายสินค้าโภคภัณฑ์แล้ว การมีบรรจุภัณฑ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพก็เป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า และสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ที่แปลกใหม่เกินความคาดหวังของลูกค้า

ในบทความนี้ AsiaCommerce จะพูดถึงความสำคัญของบรรจุภัณฑ์ และการตลาดสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยจะให้ความสำคัญกับ 5 หัวข้อหลัก ๆ :

  • อีคอมเมิร์ซ คืออะไร
  • ตัวเลือกบรรจุภัณฑ์สำหรับ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
  • ประกันภัย และการติดตาม
  • ใบศุลกากร และแบบฟอร์ม
  • กลยุทธ์การตลาด

“อีคอมเมิร์ซ” คืออะไร

E-Commerce (อีคอมเมิร์ซ) ย่อมาจากคำว่า Electronic Commerce แปลเป็นภาษาไทยได้ว่าการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหมายถึงการทำธุรกิจโดยซื้อขายสินค้า หรือโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ วิธีที่นิยมใช้กันเช่น วิทยุ โทรทัศน์ และที่มีการใช้งานมากที่สุดในปัจจุบันก็คือ อินเทอร์เน็ต โดยสามารถใช้ทั้งข้อความ เสียง ภาพ และคลิปวิดีโอในการทำธุรกิจได้ การทำธุรกิจแบบอีคอมเมิร์ซสามารถเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขวาง และทำให้ลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินการได้เป็นอย่างดี

ตัวเลือกบรรจุภัณฑ์สำหรับธุรกิจ “อีคอมเมิร์ซ”

บรรจุภัณฑ์สำหรับธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ

ก่อนที่คุณจะสามารถจัดส่งผลิตภัณฑ์ของคุณได้ คุณจะต้องบรรจุผลิตภัณฑ์ของคุณลงในกล่องพัสดุเพื่อการขนส่งที่ปลอดภัย แล้วคุณมีตัวเลือกอะไรบ้าง? มีตัวเลือกทั่วไปสองสามตัวเลือกสำหรับบรรจุภัณฑ์ รวมถึงกล่องหรือซองจดหมาย (กันกระแทก หรือไม่กันกระแทก) สำหรับธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย คุณจะต้องมีกล่อง และวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลายเช่นกันเพื่อที่จะจัดส่งผลิตภัณฑ์ของคุณอย่างปลอดภัย

คุณอาจต้องลองคิดนอกกรอบ และพิจารณาตัวเลือกบรรจุภัณฑ์อื่น ๆ ตัวอย่างเช่น ซองไปรษณีย์กันนํ้าอาจเป็นวิธีที่ดีในการส่งผลิตภัณฑ์ทางไปรษณีย์ที่ไม่ต้องการโครงสร้างที่แข็งแรง หรือการกันกระแทก เช่น เสื้อผ้า

ซองไปรษณีย์กันนํ้ามีประโยชน์หลายประการ เช่น มีน้ำหนักเบาช่วยลดต้นทุนการจัดส่งของคุณ สามารถปรับเปลี่ยนตามปริมาณและน้ำหนักได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่รวมอยู่ในคำสั่งซื้อ ตัวอย่างเช่น ซองไปรษณีย์กันนํ้า 1 ซองสามารถรองรับถุงเท้าได้หนึ่งถึงห้าคู่ ดังนั้นคุณจะไม่ต้องจ่ายเงินมากเกินไปสำหรับน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ หรือขนาดสำหรับถุงเท้าเพียงคู่เดียว

เบาและเล็ก

ตัวเลือกบรรจุภัณฑ์สำหรับธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ

เนื่องจากต้นทุนของตัวเลือกการจัดส่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับขนาด หรือน้ำหนัก ดังนั้นคุณควรพยายามทำให้บรรจุภัณฑ์ของคุณมีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณประหยัดค่าขนส่งและราคาที่ลูกค้าต้องจ่ายสำหรับค่าขนส่งเท่านั้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ทำกำไรของคุณเสียไป

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับธุรกิจและประเภทผลิตภัณฑ์ของคุณ ดังนั้นทางที่ดีคุณควรสต็อกบรรจุภัณฑ์ที่มีขนาด และทำจากวัสดุที่หลากหลาย และเหมาะสมกับสินค้าของคุณ

คนส่วนใหญ่มองว่าบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ข้างต้นนั้นมีขนาดที่ใหญ่เกินไป นี่คือสิ่งที่คุณควรพยายามหลีกเลี่ยงเนื่องจากจะทำให้ค่าขนส่งสูงขึ้นอย่างมาก

ประกันภัย และการติดตาม

การจัดส่งสินค้า

การประกัน และการติดตามการจัดส่งสามารถสร้างความความปลอดภัยให้กับสินค้าได้มากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณขาย และมูลค่า สำหรับผู้ให้บริการขนส่งส่วนใหญ่ การประกันภัย และการติดตามมีราคาไม่แพงนัก และให้การช่วยเหลือในกรณีที่พัสดุชิ้นใดชิ้นหนึ่งของคุณสูญหาย หรือเสียหาย บริการจัดส่งบางอย่าง เช่น UPS และ USPS Priority Mail ให้ความคุ้มครองฟรีสูงถึง $100 และความคุ้มครองนั้นอาจสูงถึง $200 ในบางกรณี

ดังนั้นคุณควรพิจารณาซื้อประกันสำหรับสินค้าที่มีราคาสูงเพื่อที่ในกรณีที่พัสดุสูญหาย คุณจะได้รับการคุ้มครองในบางกรณี บริการจัดส่งบางบริษัทมีการประกันราคาอยู่แล้ว ดังนั้นคุณควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้เมื่อคุณเปรียบเทียบราคาของผู้ให้บริการจัดส่งแต่ละเจ้า

ใบศุลกากร และแบบฟอร์ม

ใบศุลกากรและแบบฟอร์ม

หากคุณกำลังจัดส่งนอกประเทศของคุณ คุณจะต้องแนบเอกสารศุลกากรที่เหมาะสม ซึ่งมีจำหน่ายทางออนไลน์ผ่าน Shopify หรือที่ทำการไปรษณีย์ในพื้นที่ของคุณ หรือสถานที่ขายปลีกที่จัดส่ง แบบฟอร์มเหล่านี้จะบอกเจ้าหน้าที่ศุลกากรในประเทศที่นำเข้าว่ามีอะไรอยู่ในกล่องพัสดุ ราคาเท่าไหร่ และดูว่าเป็นของฝาก หรือสินค้า

ตรวจสอบการบริการไปรษณีย์ในประเทศของคุณเพื่อดูว่าคุณต้องแนบแบบฟอร์มใดกับพัสดุภัณฑ์ของคุณ แบบฟอร์มเหล่านี้ควรกรอกอย่างตรงไปตรงมา และชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้พัสดุของคุณถูกกักไว้ที่ศุลกากร

ภาษีสำหรับธุรกิจ “อีคอมเมิร์ซ”

ภาษีสำหรับธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ

หากมีค่าธรรมเนียมศุลกากรเพิ่มเติมที่ครบกำหนด เมื่อพัสดุถึงปลายทางลูกค้าจะต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมดังกล่าว ณ เวลาที่จัดส่ง ดังนั้นจึงเป็นความคิดที่ดีที่จะรวมข้อมูลนี้ไว้ใน หน้านโยบายการจัดส่งของคุณ เพื่อไม่ให้ลูกค้าประหลาดใจกับค่าธรรมเนียมที่ไม่คาดคิด

ต่อไปนี้คือตัวอย่างวิธีที่ร้านค้าหนึ่งแสดงข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในหน้านโยบายการจัดส่งของตนอย่างเด่นชัด เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าจะทราบถึงค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น:

*ข้อสำคัญ: เราไม่สามารถรับประกันได้ว่าคุณจะถูก หรือไม่ถูกเรียกเก็บภาษี ภาษีศุลกากร ภาษีนำเข้า เพิ่มเติมเมื่อพัสดุมาถึงประเทศปลายทาง ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะต้องชำระโดยผู้รับพัสดุ ประโยคนี้ใช้ได้เฉพาะกับคำสั่งซื้อระหว่างประเทศ และประเทศแคนนาดาเท่านั้น

ข้อมูลใบศุลกากร

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใบข้อมูลศุลกากร และแบบฟอร์มและนโยบายที่จำเป็น โปรดดูแหล่งข้อมูลด้านล่าง:

  • ข้อมูลศุลกากรของ USPS
  • UPS
  • DHL Express

กลยุทธ์การตลาดสำหรับ “อีคอมเมิร์ซ”

นอกจากการมี บรรจุภัณฑ์ การขนส่ง และเอกสารศุลกากรที่ดีแล้ว การใช้กลยุทธ์การตลาดในการโปรโมทสินค้าทางโซเซียลมีเดีย หรือช่องทางออนไลน์ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากไม่มีคนรู้จักและไม่มีคนเข้าชมเว็บไซต์หรือสินค้า การขายสินค้าก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ สำหรับกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ทำแล้วได้ผลและช่วยเพิ่มยอดขายได้ก็มีดังนี้

1. SEO (Search Engine Optimization)

SEO หรือ Search engine optimization คือกระบวนการที่พยายามทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับแรก ๆ บน Search Engine  เพราะโดยปกติแล้วเว็บไซต์ที่ปรากฏอยู่ในลำดับแรก ๆ มักจะถูกผู้คนคลิกเข้าไปดูบ่อยกว่าเว็บไซต์ที่อยู่ด้านล่าง หรืออยู่หน้าถัดไป ดังนั้นการทำ SEO จะทำให้มีคนคลิกเข้ามาดูข้อมูลภายในเว็บไซต์ของเรา และช่วยให้สินค้าและบริการของเราเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น รวมทั้งยังเพิ่มการรับรู้และความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของเราได้อีกด้วย โดยปกติการทำ SEO นั้นมีอยู่หลายวิธี เช่น การค้นหารูป การค้นหาวิดีโอ แต่สิ่งที่คนส่วนมากใช้ใมากที่สุดก็คือ Web Search นั่นเอง พูดง่าย ๆ ก็คือ SEO คือการทำสงครามระหว่าง Web Master ทั้งหลายเพื่อชิงตำแหน่งสูง ๆ ของผลลัพธ์ในการค้นหาจาก Search Engine ชื่อดังต่าง ๆ โดยมี Keyword เป็นอาวุธนั่นเอง เพราะฉะนั้นคุณควรรู้ว่ากลุ่มลูกค้าของคุณมักจะชอบใช้ Keyword อะไร เพื่อที่จะทำให้เว็ปไซต์ของคุณอยู่บนหน้าแรก ๆ ของลูกค้าเสมอ

2. คอนเทนต์การตลาด

คอนเทนต์การตลาด คือ การสร้างเนื้อหาโฆษณาสินค้า ที่มีคุณภาพ เป็นประโยชน์ และอาศัยช่องทางอินเตอร์เน็ต หรือโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้กลายมาเป็นลูกค้าของเรา โดยคอนเทนต์นั้นสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น บทความ อินโฟกราฟิก คลิปวิดีโอ รวมถึง รายการวิทยุ หรือ พอดแคสต์ ซึ่งคอนเทนต์ต่าง ๆ นั้นต้องมีความน่าดึงดูด และน่าสนใจในการเข้ามารับชม หรือรับฟัง สร้างความประทับใจในตัวสินค้า หรือบริการของคุณให้กับลูกค้า

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การทำคอนเทนต์การตลาดสามารถทำได้ด้วยการเขียนเกี่ยวกับข้อดีของบ้าน และคอนโด การเลือกซื้อบ้าน โดยต้องทำคอนเทนต์ออกมาอย่างสม่ำเสมอ จนกลุ่มเป้าหมายเริ่มสนใจ เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ และเริ่มสนใจในตัวสินค้าของเรานั่นเอง นอกจากนี้การทำคอนเทนต์ในรูปแบบบทความในเว็บไซต์ “อีคอมเมิร์ซ” ยังช่วยในการทำ SEO ได้อีกด้วย 

3. การตลาดบนโซเชียลมีเดีย

การทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ตัวอย่างเช่น Facebook, Instagram, Twitter, LINE เป็นสื่อกลางระหว่างเว็บไซต์หลักของธุรกิจของคุณ และลูกค้า ทำให้คุณสามารถโต้ตอบกับลูกค้าได้ทันที ซึ่งโซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการติดต่อซื้อขายเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางสำหรับโปรโมทสินค้า และให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้า รวมถึงการเพิ่มยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์หลักด้วยการแชร์ลิงค์ของเว็บไซต์ลงบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีส่วนช่วยให้ติดอันดับบน SEO ให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ก็ยังเป็นช่องทางที่เหมาะ และได้รับความนิยมในการลงโฆษณา โดยคุณสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ และมีรูปแบบให้เลือกใช้ตามความต้องการ เช่น เพิ่มการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมที่คลิกเข้าสู่เว็บไซต์ (Website Clicks) เป็นต้น ส่วน YouTube ก็ยังเป็นสื่อที่มาแรงสำหรับการลงโฆษณาแบบวิดีโอ ซึ่งสามารถกำหนดเป้าหมายและวัดผลได้ ต่างจากการลงโฆษณาทางโทรทัศน์ในรูปแบบเดิม

หากคุณมีปัญหาด้านบรรจุภัณฑ์ และการขนส่ง AsiaCommerce มีบริการที่จะช่วยคุณ นอกจากนี้เรายังสามารถช่วยคุณทำการตลาด และขายสินค้าของคุณทั้งสินค้าขายปลีก หรือสินค้าที่ต้องการขายในปริมาณมาก เรากำลังทำให้ผู้นำธุรกิจในท้องถิ่นร่วมมือกับตลาดโลกระหว่างประเทศได้ นอกจากบริการส่งออกแล้ว เรายังช่วยคุณนำเข้า ขนส่ง ค้นหาสินค้าต่างประเทศ และจัดการปัญหาการจัดจำหน่ายของบริษัทของคุณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ต้องการความช่วยเหลือด้านการจัดส่งหรือไม่ เราช่วยคุณได้! สามารถกรอกแบบฟอร์มได้ที่นี่: https://th.asiacommerce.net/package-forwarding-international-dropship/

การเริ่มต้นธุรกิจกับ 10 ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้

การเริ่มต้นธุรกิจกับ 10 ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้

“การเริ่มต้นธุรกิจ” เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น และน่ากังวลในเวลาเดียวกัน ธุรกิจใหม่ ๆ มักจะเจอกับปัญหามากมาย จนทำให้ปิดตัวลง แต่นักธุรกิจบ้างคน ก็สามารถผ่านปัญหาเหล่านั้นมาได้ และประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ มันเป็นเรื่องปกติที่จะต้องพบกับปัญหามากมาย แต่คุณไม่ต้องกังวลกับการทำผิดพลาด ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ คุณสามารถสู้กับมันได้ และเรา AsiaCommerce พร้อมที่จะช่วยเหลือคุณให้ผ่านปัญหาต่างๆ ไปได้อย่างง่ายดาย เพราะเรามีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยให้คำแนะนำคุณตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากคุณสามารถหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทั่วไปที่เกิดขึ้นได้สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจ วิธีนี้จะทำให้ธุรกิจของคุณมีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จมากขึ้น

การเริ่มต้นธุรกิจ

การเริ่มต้นธุรกิจ

ในยุคปัจจุบันนี้ โลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง และให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเป็นหลัก ดังนั้นจึงทำให้การสร้างธุรกิจด้วยตัวเองง่ายกว่าในอดีต นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจประเภทใหม่ ๆ มากมายที่คุณสามารถทำได้โดยเฉพาะทางออนไลน์ ธุรกิจขนาดเล็กเป็นเหมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก พวกเขาให้โอกาสการจ้างงานกับคนจำนวนมาก จากข้อมูลของ ISEAS ในสิงคโปร์ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SMEs 70 ล้าน คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคิดเป็น 99% ของกิจกรรมทางธุรกิจในภูมิภาค เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มอาเซียนจะประกอบไปด้วยธุรกิจขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่

เมื่อพิจารณาถึงเส้นทางการทำธุรกิจที่สดใสสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก จึงเป็นเวลาที่ดีที่จะเริ่มสร้างธุรกิจของคุณเอง อย่างไรก็ตาม มีหลายสิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อเริ่มต้นธุรกิจ

ในบทความนี้ เราจะเน้นที่ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด 10 ข้อเมื่อเริ่มต้นธุรกิจ ด้วยวิธีนี้คุณสามารถหลีกเลี่ยงขอผิดพลาด และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จได้

10 ข้อผิดพลาดที่พบเห็นบ่อยที่สุดใน “การเริ่มต้นธุรกิจ”

ในบทความนี้ เรามาพูดถึงข้อผิดพลาดทั่วไป 10 ข้อ ที่ผู้คนทำในการเริ่มต้นธุรกิจกัน สิ่งเหล่านี้มักเกิดขึ้นเพราะนักธุรกิจหน้าใหม่ขาดความรู้และประสบการณ์ อย่าพึ่งรู้สึกแย่ถ้าคุณได้ทำสิ่งเหล่านี้ผิดพลาดไปแล้วเพราะมันง่ายมากที่จะทำพลาด และเชื่อว่าทุกคนต้องเคยผ่านข้อผิดพลาดเหล่านี้มาทั้งนั้น

1. วิเคราะห์ตลาดผิดใน “การเริ่มต้นธุรกิจ”

การตลาดใน การเริ่มต้นธุรกิจ

ตลาดมีการเปลี่ยนแปลง และมีเทรนด์ใหม่ ๆ ปรากฏขึ้นอยู่เสมอ ดังนั้นการที่คุณคอยอัพเดตแล้วสามารถตามเทรนด์ใหม่ ๆ ได้ทันนั้นจะสร้างความแตกต่าง และทำให้ธุรกิจของคุณมีสินค้าที่ตรงกับรสนิยมของลูกค้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องง่ายมากที่จะถูกพัดพาไปตามเทรนด์ และทำสิ่งที่ผิดพลาดที่อาจจะส่งผลต่อธุรกิจของคุณในอนาคต

ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนของการเข้าใจผิดเกี่ยวกับตลาด คือ fidget spinner ซึ่งเป็นที่นิยมมากเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่วันนี้ได้หายสาบสูญ และไม่เป็นที่ต้องการของตลาดไปแล้ว เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าเทรนด์ของ fidget spinner เป็นเพียงแฟชั่น ดังนั้นคุณควรระวังการตามเทรนด์ และอ่านตลาดให้ขาด

2. การตั้งเป้าหมายผิดใน “การเริ่มต้นธุรกิจ”

การตั้งเป้าหมาย SMART ใน การเริ่มต้นธุรกิจ

ทุกธุรกิจต้องการเป้าหมายที่เหมาะสม การมีกรอบความคิดที่ดีในการตั้งเป้าหมาย ควรใช้กฎ SMART ซึ่งย่อมาจาก

  • Specific (เป็นสิ่งที่ชี้เฉพาะ และมีขอบเขตที่แน่ชัด)
  • Measurable (วัดได้ มีหลักฐาน หรือการอ้างอิงได้ว่าสำเร็จ หรือไม่)
  • Attainable (เป็นไปได้ สมเหตุสมผล ภายใต้ระยะเวลา และทรัพยากรที่กำหนด)
  • Relevant (สอดคล้องกับเป้าหมาย หรือผลลัพธ์ที่ต้องการในระยะยาว)
  • Time-bound (มีระยะเวลาที่จำกัด มีกรอบเวลาที่แน่นอน)

ถ้าคุณใช้กฎทั้งหมดนี้ในการตั้งเป้าหมาย จะทำให้คุณมีเป้าหมายที่ดี และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลายคนมักลืมสิ่งเหล่านี้เมื่อตั้งเป้าหมาย และอาจส่งผลเสียต่อธุรกิจของคุณได้ ดังนั้นอย่าลืมตั้งเป้าหมายให้สูง และสมเหตุสมผลสำหรับธุรกิจของคุณ ส่วนการตั้งเป้าหมายที่ต่ำเกินนั้นจะทำให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปแบบไม่มี ประสิทธิภาพ แนวทาง และอาจส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจได้

3. ความอดทนและความกลัวใน “การเริ่มต้นธุรกิจ”

ความอดทนใน การเริ่มต้นธุรกิจ

การเป็นคนใจร้อน และเร่งรีบเกินไปในการการตัดสินใจเป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดทั่วไปที่เกิดขี้นกับนักธุรกิจหน้าใหม่ได้เช่นกัน การทำธุรกิจส่วนใหญ่ ต้องใช้เวลาสักระยะนึงก่อนที่จะทำกำไรได้ บางคนท้อ และปิดตัวลงในช่วงแรกของการทำธุรกิจ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะความกลัวหรือการที่เจ้าของธุรกิจไม่มีความอดทน ดังนั้นคุณควรใจเย็นและรอเวลาที่ธุรกิจของคุณจะประสบความสำเร็จ และถึงแม้จะล้มเหลว แต่การเลิกเร็วเกินไปก็อาจทำให้ธุรกิจของคุณพลาดหลายสิ่งหลายอย่างได้เช่นกัน

สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นแนวคิด หรือ Mindset ของคุณต่างหากที่สร้างพลังบวก ความเชื่อมั่นว่าจะทำได้ จนก่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

การล้มเหลวเป็นเรื่องปกติของการเริ่มธุรกิจ  แต่คุณต้องลุกขึ้นสู้กับมันและก้าวต่อไปข้างหน้า นำความล้มเหลวที่พบเจอมาแก้ไขเพื่อทดลองทำครั้งต่อไปให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นการล้มเหลวจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว แต่เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต แข็งแกร่ง และพัฒนา จนถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

ในโลกของการทำธุรกิจย่อมต้องเผชิญกับวิกฤติอยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกอุปสรรค ทุกปัญหาที่คุณเจอ นั้นมีทางออกอยู่เสมอ สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจหรือการลงทุนคือการรู้จักมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อาจมีโอกาสดี ๆ ซ่อนอยู่ เช่น โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากมายทั่วโลก ทำให้หลายธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์เพื่อคงความอยู่รอด

หากเราลองมองในอีกมุม วิกฤติโควิดครั้งนี้ให้โอกาสเราในการคิดริเริ่ม หรือปรับธุรกิจให้เข้ากับยุคดิจิทัลมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น จากเดิมที่ร้านอาหารได้แต่ขายด้วยการนั่งกินที่ร้านหรือซื้อกลับบ้าน แต่เมื่อเจอกับเหตุการณ์โควิด ธุรกิจร้านอาหารต้องปรับตัว และเปลี่ยนไปขายผ่านช่องทางออนไลน์และเดลิเวอรี่แทน โดยนำตัวเองเข้าสู่แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ต่าง ๆ และเริ่มรู้จักการทำตลาดบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด และสามารถส่งผลดีและสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว ดังนั้นคุณควรมีความอดทน อย่างพึ่งกลัว และอย่าให้ให้วิกฤติมาบดบังโอกาสดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

4. ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่ไม่ถูกต้องใน “การเริ่มต้นธุรกิจ”

กลยุทธ์ทางการตลาด

หนึ่งในข้อผิดพลาดทั่วไปที่สามารถเกิดขึ้นได้ นั้นก็คือ “การตลาด” ธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง หรือแผนธุรกิจที่ยอดเยี่ยมยังคงล้มเหลวได้หากไม่การตลาดที่ดี ดังนั้นการตลาดจึงมีความสำคัญมาก และหากทำผิดธุรกิจอาจล้มเหลวได้

แผนการตลาดนั้นมีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น แผนการตลาด 4P หรือ Marketing Mix (ส่วนผสมทางการตลาด) เป็นทฤษฎีการตลาดที่ได้รับความนิยม และเป็นพื้นฐานที่สุดเพื่อนำมาวางกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้อง เหมาะสม และดึงดูดลูกค้า เพื่อสร้างยอดขายให้ได้มากที่สุดโดยแบ่งการวิเคราะห์องค์ประกอบเป็น 4 ส่วน ได้แก่

  • Product (ผลิตภัณฑ์)
  • Price (ราคา)
  • Place (ช่องทางจัดจำหน่าย)
  • Promotion (การส่งเสริมการขาย)

บางธุรกิจลงทุนด้านการตลาดน้อยเกินไป หรือลงทุนในการตลาดที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นคุณควรที่จะรู้จักกลุ่มเป้าหมายของคุณ และเลือกกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณที่สุด วิธีนี้จะจัดสรรทรัพยากรของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. บริหารธุรกิจแบบสบายๆ และไม่เป็นทางการ

การบริหารธุรกิจ

เป็นการยากที่จะทำให้ธุรกิจใหม่ ๆ บริหารและมีระบบที่เป็นทางการ การจัดระบบที่เป็นทางการนั้นหมายถึงการใช้สัญญา และเอกสารเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจของคุณ แม้การบริหารแบบสบาย ๆ เป็นกันเอง ทำให้สนุก เข้ากับเพื่อนรวมงาน และจัดการงานได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการบริหารแบบเป็นทางการน้อยเกินไปอาจก่อให้เกิดปัญหาในด้านความรับผิดชอบได้ แน่นอนว่าการทำธุรกิจให้เป็นทางการมากเกินไปอาจขัดขวางความก้าวหน้าได้ ดังนั้นคุณต้องหาสมดุลที่ดีระหว่างสองสิ่งนี้เพื่อทำให้การบริหารเป็นระบบมากขึ้น

6. ตั้งราคาโปรโมชั่นตํ่าเกินไป หรือมากเกินไป

ตั้งราคาโปรโมชั่น

อาจเป็นความคิดที่ดีที่จะขายสินค้าในราคาต่ำ หรือตํ่ากว่าคู่แข่งของคุณเมื่ออยู่ในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ คุณสามารถดึงดูดผู้บริโภค และสร้างยอดขายได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามหากคุณตั้งราคาต่ำเกินไป คุณจะไม่ได้กำไร หรือได้กำไรน้อย นอกจากนี้เมื่อคุณตัดสินใจขึ้นราคา ลูกค้าประจำอาจจะเลิกซื้อสินค้าจากธุรกิจของคุณเพราะราคาที่ต่ำในตอนแรก ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลหลักที่พวกเขาเลือกซื้อและเป็นลูกค้าประจำของคุณ

ดังนั้นคุณต้องหาจุดสมดุลระหว่างการดึงดูดผู้บริโภคหน้าใหม่ รักษาลูกค้าเก่า และไม่ตั้งราคาที่ตํ่าเกินไปเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจของคุณ และได้รับผลกำไรที่ดีขึ้น

7. กำหนดกลุ่มเป้าหมายลูกค้าผิด

กลุ่มเป้าหมายลูกค้า

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายลูกค้าอาจดูเป็นเรื่องที่ง่าย เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วผู้ผลิตจะผลิตสินค้าขึ้นโดยคำนึงถึงผู้บริโภคโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม คุณอาจพบข้อผิดพลาดในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเนื่องจากปัจจัยอื่น ๆ มากมาย ประการแรก ผู้บริโภคที่เป็นเป้าหมายของคุณอาจมีร้านประจำที่พวกเขาซื้อประจำอยู่แล้ว ดังนั้นธุรกิจของคุณจะไม่สามรถ หรือเป็นไปได้ค่อนข้างยากที่จะดึงดูดพวกเขาได้

ฐานผู้บริโภคของคุณอาจประสบกับการเปลี่ยนแปลงในรสนิยม ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณเนื่องจากรสนิยมของสินค้าที่ไม่ตรงกับที่เขาต้องการ ข้อผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมากเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของรสนิยมที่ผันผวน แต่คุณไม่ต้องกังวลไปเพราะสิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดายโดยการที่คุณติดตามข่าวสาร และตามเทรนด์ใหม่อยู่ตลอดเวลา

8. ใช้จ่ายเงินมากเกินไป หรือน้อยเกินไป

ต้นทุนในธุรกิจ

เรามาพูดถึงปัญหาของการใช้จ่ายในธุรกิจกันบ้างดีกว่า ธุรกิจต้องการเงินเพื่อขยายและเติบโต อย่างไรก็ตามหากคุณใช้จ่ายมาก หรือน้อยเกินไปอาจจะทำให้ธุรกิจจบลงได้ การใช้จ่ายมากเกินไปจะทำให้คุณมีต้นทุนที่สูง ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนหรือกำไรยากขึ้น ดังนั้นคุณอาจจบลงด้วยหนี้สินมากมาย

อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายที่น้อยเกินไปก็สามารถทำให้ศักยภาพของธุรกิจของคุณตํ่า สินค้ามีคุณภาพไม่ดี และไม่สามารถสู้กับคู่แข่งของคุณได้ กฎทั่วไปที่ดีคือการลงทุนในปริมาณที่คุณมี หรือที่คุณยินดีจะเสีย

9. รับสมัครพนักงาน

การรับสมัครพนักงาน

การจ้างพนักงานเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจ คุณไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากธุรกิจของคุณเติบโตขึ้น

อย่างไรก็ตาม คุณสามารถทำผิดพลาดได้โดยการจ้างคนผิด จ้างไม่เพียงพอ หรือจ้างมากเกินไป การจ้างพนักงาน ต้องใช้เงิน และต้องเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ถ้าคุณไม่ระมัดระวัง พนักงานก็อาจส่งผลกระทบในทางลบให้กับธุรกิจของคุณได้ หากจำนวนของพนักงานไม่ตรงกับความต้องการของธุรกิจ คุณสามารถเสียเงิน หรือพลาดโอกาสได้ ดังนั้นคุณควรพยายามหาจุดสมดุลเมื่อจ้างพนักงาน

10. ทุ่มเทกับธุรกิจไม่พอ

ความทุ่มเทในธุรกิจ

สุดท้าย มันก็เป็นเรื่องของความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจ สิ่งเหล่านี้มักจะเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จ หากเราไม่มีความอดทน ยอมแพ้ง่ายๆ หรือไม่ยึดมั่นในธุรกิจของเรา เราก็ไม่สามารถคาดหวังความสำเร็จได้ ดังนั้นเจ้าของธุรกิจหน้าใหม่จึงต้องยืนหยัดในธุรกิจของตน แม้ว่าช่วงเริ่มต้นอาจะดูไปไม่รอดก็ตาม Steve Jobs ทุ่มเทอย่างเต็มที่กับธุรกิจที่เขาสร้างขึ้นในโรงรถกับเพื่อนของเขา ถ้าเขาไม่มุ่งมั่นและทุ่มเทในวันนั้น เขาก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในระดับที่เขาทำได้ในวันนี้ ดังนั้นจงมี ความอดทน ยึดมั่นในธุรกิจของคุณ และยืนหยัดพร้อมสู้ไปกับมัน ยืนหยัดเคียงข้างธุรกิจของคุณ และทุ่มเท่ทุกสิ่งที่คุณมีไปกับมัน

ตอนนี้เราได้พูดถึงข้อผิดพลาดทั่วไปที่เจ้าของธุรกิจรายใหม่มักทำกัน มีหลายขอผิดพลาดที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ยังมีวิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นอีกมากมายที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ อย่ารอช้าที่จะเริ่มต้นธุรกิจของคุณ ช่วงเวลาที่คุณมีไฟและมีความมุ่งมั่นนี้แหละเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจ หากคุณกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเบื้องต้นหรือขาดความรู้ในการเริ่มต้นทำธุรกิจ ไม่ต้องกังวลไป AsiaCommerce พร้อมให้ความช่วยเหลือ เรานำเสนอบริการที่มีตั้งแต่การนำเข้าเพื่อการส่งออก การจัดซื้อและการจัดหา โลจิสติกส์ และการส่งต่อ เราสามารถช่วยขายต่อ จัดหา และดรอปชิปปิ้ง นอกจากนี้เรานำเสนอเนื้อหาด้านการศึกษาที่ครอบคลุม ซึ่งสามารถช่วยพัฒนาทักษะทางธุรกิจของคุณได้ เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ AsiaCommerce วันนี้เพื่อรับสิทธิประโยชน์มากมายสำหรับคุณ 

คุณสามารถติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาฟรีได้ที่ Email: [email protected] หรือ คลิกที่นี่